| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ | 31 ธันวาคม 2552 10:57 น. |
| ปี 2552 จีนได้สูญเสียปูชนียบุคคล ผู้มีคุณูปการสร้างชาติและกอบกู้จิตวิญญาณของจีนใหม่ไปหลายคน มุมจีนขอย้อนรำลึก ร่วมความอาลัยเพื่อคารวะแด่ท่านเหล่านั้น ผู้จากไปแล้ว | |||||
ดร.เฉียน เป็นนักวิศวกรรมการบินคนสำคัญ หลังจากสำเร็จการศึกษาที่ California Institute of Technology (Caltech) เขามีบทบาทสูงยิ่งในการพัฒนาจรวด ยานอวกาศ ขีปนาวุธ ดาวเทียม ฯลฯ เป็นผู้ร่วมก่อตั้งJet Propulsion Laboratory ซึ่งปัจจุบันเป็นศูนย์การสำรวจทางอวกาศชั้นนำขององค์การนาซา ระหว่างยุคล่าผีคอมมิวนิสต์ของสงครามเย็น ปี 2493 (1950) รัฐบาลอเมริกันกล่าวหาเขาโน้มเอียงเข้าข้างกลุ่มลัทธิคอมมิวนิสต์ จึงปลดออกจากหน้าที่การงาน กักบริเวณ และเนรเทศออกจากประเทศในปี 2498 ดร.เฉียน ได้รับการต้อนรับจากรัฐบาลจีน ให้โอกาสเขามีบทบาทสำคัญในการสร้าง University of Science and Technology of China (USTC) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยใหม่ที่สร้างขึ้นหลังการปฏิวัติจีนใหม่ในปี 2492 Chinese Academy of Sciences (CAS) ได้ก่อตั้งมหาวิทยาฯแห่งนี้ขึ้น เพื่อเร่งสร้างนักวิทยาศาสตร์ชั้นยอดมาช่วยงานพัฒนาประเทศ ในปี 2544 เขาได้รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นจาก Caltech และในปี 2550 นิตยสาร Aviation Week เลือกเขาเป็น Man of the Year อันเนื่องมาจากผลงานศึกษาวิจัยของเขาที่ได้วางรากฐานสำหรับการพัฒนายานอวกาศ เครื่องบิน ขีปนาวุธ ฯลฯ แต่ดร.เฉียน ไม่เคยเดินทางกลับไปสหรัฐอเมริกาอีกเลย แดน คีมบอล อดีตปลัดกระทรวงทหารของสหรัฐฯ กล่าวว่า “การเนรเทศ ดร.เฉียน เป็นสิ่งโง่เขลาที่สุดที่อเมริกันได้เคยทำมา” ดร.เฉียน เสียว์เซิน วัย 98 ปี เสียชีวิตที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ปี 2552 | |||||
จั๋ว หลิน เป็นภรรยาคนที่สามของเติ้ง เสี่ยวผิง ทั้งคู่แต่งงานในปีพ.ศ. 2482 (1939) ในยุคที่พรรคคอมมิวนิสต์ของจีนยังเป็นทำสงครามกองโจรต่อสู้กับกลุ่มชาตินิยม และการรุกรานของกองทัพญี่ปุ่น เติ้ง เสี่ยวผิงได้ก้าวขึ้นเป็นผู้บุกเบิกการปฏิรูปเศรษฐกิจจีนในปลายทศวรรษ 1970 โดยจั๋ว หลินสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง กระทั่งเติ้งถูกกวาดล้างทางการเมืองและปลดออกจากอำนาจระหว่างการปฏิวัติทาง วัฒนธรรม (พ.ศ. 2509-2510) จั๋ว หลินก็ยังคงอยู่เคียงข้างเขาเสมอ จนกระทั่งเติ้งจากไปเมื่อ 19 กุมภาพันธ์ 2540 จั๋ว หลิน เสียชีวิตเมื่อวันพุธ 29 ก.ค.ขณะมีอายุ 93 ปี สิบสองปีหลังอสัญกรรมของเติ้ง เสี่ยวผิง | |||||
หยาง เซี่ยนอี้ เกิดที่นครเทียนจิน ในปี 2458 ในครอบครัวซึ่งมีฐานะดี ปี 2479 เขาได้เข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ในสาขาวรรณกรรมคลาสสิก เขากับแกลดี้ เทย์เลอร์ ภรรยาชาวอังกฤษ มีบทบาทสำคัญในการแปลวรรณกรรมโบราณ จนถึงวรรณกรรมคลาสสิก และวรรณกรรมร่วมสมัยต่างๆ ของจีน เป็นภาษาอังกฤษให้ทั่วโลกรู้จัก โดยเฉพาะเรื่องความฝันในหอแดง วรรณกรรมคลาสสิกในศตวรรษที่ 18 ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่วรรณกรรมเอกของจีน รวมทั้งงานของนักเขียนวรรณกรรมร่วมสมัยอย่าง หลู่ซวิ่น หยางเสียชีวิตในวันจันทร์ที่ 23 พ.ย. หลังจากเจ็บป่วยเป็นเวลานาน ในวัย 94 ปี | |||||
เนี่ยอู่เซ็ง (เหลียง อี่ว์เซิง) มีชื่อจริงว่า เฉิน เหวินถ่ง เกิดในตระกูลของผู้มีการศึกษาในมณฑลกว่างซี (กวางสี) เขาได้รับการศึกษาสาขาเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยหลิ่งหนาน นครกวางโจว (กวางเจา) มณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) หลังจบการศึกษา ด้วยจิตใจรักด้านประวัติศาสตร์, วรรณกรรม และโคลงกลอนกวีโบราณ จึงได้เข้าทำงานที่หนังสือพิมพ์ “ต้ากงเป้า” ของฮ่องกง ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ที่หนุนลัทธิการเมืองฝ่ายซ้าย ในปีพ.ศ. 2492 (1949) ก็ได้สิทธิพำนักถาวรในฮ่องกง เมื่อโรงเรียนหมัดมวยชื่อดังสองแห่ง คือ สำนักหมัดนกกระเรียนขาว และสำนักมวยไทเก๊ก ได้จัดประลองฝีมือขึ้น ในปี 2497 เรื่องราวดังกล่าวกลายเป็นที่กล่าวขวัญไปทั่ว บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ซินหวั่นเป้า จึงขอให้ เนี่ยอู้เซ็ง เขียนนิยายกำลังภายใน เกี่ยวกับการประลองยุทธนี้ คือ “มังกรถล่มพยัคฆ์เมืองหลวง” ได้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ นิยายกำลังภายในเรื่องแรกของเนี่ย อู้เซ้งนี้เอง ได้เปิดยุคนิยายกำลังภายในรุ่นบุกเบิก เนี่ยอู้เซ็ง นับเป็นนักเขียนผู้วางรากฐานสำคัญ ของนิยายกำลังภายในยุคบุกเบิก มีผลงานนิยายกำลังภายใน 35 เรื่อง สำหรับผลงานที่โดดเด่นของนักกระบี่ท่านนี้ ได้แก่ นางพญาผมขาว, เจ็ดนักกระบี่แห่งเทียนซาน , รอยแหนเงาจอมยุทธ์, หยุนไห่อี้ว์กงหยวน เป็นต้น เนี่ยอู้เซ็ง ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 22 มกราคม อายุ 85ปี ที่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย | |||||
เป้ย สือจาง คือผู้บุกเบิกนำศาสตร์แขนงไบโอฟิสิกส์ ซึ่งเป็นการประยุกต์ความรู้ทางฟิสิกส์ไปอธิบาย ปรากฎการณ์ทางชีววิทยา ซึ่งเป็นทิศทางของงานวิจัยสหวิทยาการในศตวรรษใหม่ และมีประโยชน์ต่อวงการแพทย์-เภสัชในระยะยาว เขาเกิดที่ เจินไห่ มณฑล เจ้อเจียง เมื่อวันที 10 ต.ค. 2546 ได้รับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัย ทูบินเกน เยอรมนี เมื่อปี 2471 ผู้ก่อตั้งสถาบันไบโอฟิสิกส์ แห่งสถาบันการศึกษาวิทยาศาสตร์จีนChinese Academy of Sciences อีกทั้งยังเป็นประธานคนแรกของสถาบันแห่งนี้ด้วย ระหว่างวัยไม้ใกล้ฝั่ง เขาได้เป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ ผู้อาวุโสที่สุดทั้งของสถาบันซินีก้า และสถาบันการศึกษาวิทยาศาสตร์จีน Chinese Academy of Sciences (CAS) เป้ย สือจาง เสียชีวิต เมื่อวันพฤหัสที่ 29 ต.ค. 2552 ในวัย 107 ปี | |||||
หลี่ว์ เจิ้งเชา เป็นนายพลรุ่นแรกของกองทัพคอมมิวนิสต์ที่เหลืออยู่เป็นคนสุดท้ายโดยเขาเป็น หนึ่งในเจ้าหน้าที่ระดับสูง 55 คนแรก ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นนายพลจากกองทัพคอมมิวนิสต์ในปีพ.ศ.2498 หลังจากที่พรรคฯ ได้ปกครองประเทศจีนในปี พ.ศ.2492 หลี่ว์ เป็นผู้ช่วยของนายพลจาง เสี่ยว์เหลียง แห่งพรรคก๊กมินตั๋ง จึงเป็นประจักษ์พยานคนสำคัญ ที่รับรู้ "เหตุการณ์ซีอาน" กรณีจับตัว เจี่ยง เจี้ยสือ (เจียง ไคเช็ค)แห่งพรรคก๊กมินตั๋งเป็นตัวประกันที่เมืองซีอาน ปี 2479 ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญที่พลิกชะตากรรมประเทศ ระหว่างที่พรรคก๊กมินตั๋งร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ต่อสู้ขับไล่ญี่ปุ่น ผู้รุกรานออกจากประเทศนั้น หลี่ว์ เจิ้งเชา ซึ่งประจำการอยู่กองพล 53 แห่งพรรคก๊กมินตั๋ง ได้คัดค้านคำสั่งของพรรคฯ ที่ให้ถอนกำลังออกจากพื้นที่ตอนกลางของเหอเป่ย เขาลาออกจากกองทัพ และหลบหนีมาร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์จัดตั้งกองกำลังประชาชน เพื่อยืนหยัดต่อสู้กับญี่ปุ่นต่อไป ในเวลาต่อมากองกำลังจัดตั้งฯ ของเขา ได้เข้ารวมอยู่ในกองพลที่แปดอันเลื่องชื่อ หลี่ว์ เจิ้งเชา เกิดเมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2448 และถึงแก่กรรมที่โรงพยาบาลในกรุงปักกิ่ง เมื่อวันอังคารที่ 13 ต.ค. ในวัย 103 ปี http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9520000160277 |

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น